บทที่ 8 คุยกับข้าใยต้องเอาแต่ก้มหน้า
ลี่หยางเงียบไปสักพักเพราะเขานึกได้ว่าได้ยึดป้ายเข้าออกของซูเชี่ยวกลับมาตอนที่นางทำผิด และได้ไล่บ่าวรับใช้ที่ติดตามนางมากลับไปจนหมด เขาลุกจากโต๊ะหนังสือที่นั่งอยู่ จากนั้นเดินไปเปิดลิ้นชักหาอยู่สักครู่ก็นำออกมา เขาเดินไปหยุดที่หน้านางและยืนหน้าหน้าหญิงสาว ซูเชี่ยวที่เอาแต่ก้มมองเท้าได้กลิ่นหอมสะอาดจางๆ ใกล้เข้ามาและหยุดที่ตรงหน้าตนพร้อมกับป้ายที่ยื่นมาให้
“ขอบคุณเจ้าสำนัก” หญิงสาวพูดออกมาโดยไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง และยื่นมือ 2 ข้างออกไปรับ เมื่อมือจับที่ป้ายนางใช้แรงดึงแต่กลับดึงไม่ออก
“จะออกไปไหน” เสียงทุ้มกล่าวออกมาเสียงเรียบ ทำให้หญิงสาวชักมือกลับมา
“ข้าจะออกไปตลาดข้างนอกกับเจียอี่เจ้าค่ะ” หญิงสาวตอบออกไปเสียงเบาอย่างกล้าๆ กลัวๆ
“คุยกับข้าใยต้องเอาแต่ก้มหน้า เงยหน้าขึ้น” เขาขึ้นเสียงเล็กน้อยเป็นการสั่ง ซูเชี่ยวสะดุ้งจากนั้นค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ทันทีที่สบตากับลี่หยางนางและเขาทั้งคู่ชะงักไปชั่วขณะ ทำให้หญิงสาวหัวใจเต้นรัววันนั้นที่มองไกลๆ ว่าเขาหล่อแล้วนะ พอมองใกล้ๆ แล้วนางจะเป็นลมเพราะหน้าตาหล่อเหลาของเขา แต่ถึงอย่างไรก็ยังรู้สึกหวาดกลัวเขาอยู่จากนั้นทำทีแสร้งมองไปทางอื่น ส่วนลี่หยางมองลึกเข้าไปในตาของนางแต่กลับไม่พบสายที่เหมือนแต่ก่อนที่เอาแต่หลงใหลเขา พบแค่สายตาตกตะลึงและมีความหวาดกลัว นี่นางกลัวเขาอย่างนั้นหรือ เขาส่งเสียงไอออกมา 1 ครั้งและพูดขึ้นว่า
หลังจากที่ซูเชี่ยวได้ป้ายเข้าออกสำนักนางก็ตรงดิ่งกลับมาที่ห้องพักทันที แล้วรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมตัวออกไปเจอโลกข้างนอกสำนักครั้งแรก ทำให้นางยิ้มรื่นอย่างตื่นเต้น หญิงสาวหมุนตัวเพื่อดูความเรียบร้อยหน้ากระจก วันนี้จะออกไปข้างนอกไม่จำเป็นต้องใส่ชุดที่เป็นเครื่องแบบของทางสำนัก นางเลือกชุดสีเขียวอ่อนมิ้นต์เรียบๆ มาตัวหนึ่ง ช่วยเพิ่มให้หญิงสาวงามสง่าเรียบร้อยแบบหญิงสาวที่โตขึ้นมานิดหนึ่งถึงหน้าตานางจะดูอ่อนเยาว์ก็ตาม ผมดำยาวครึ่งบนถูกจัดทรงเล็กน้อยและปักด้วยปิ่นรูปผีเสื้อ และไม่ลืมนำหยกสีเขียวมิ้นต์มาห้อยไว้ที่เอว
ก๊อกๆ!!
“ใคร" หญิงสาวร้องถามคนที่มาเยือน
“ข้าเองเจียอี่” ทันทีที่ได้ยิน ซูเชี่ยวรีบเดินไปเปิดประตูให้ วันนี้เจียอี่ก็ไม่ได้แต่งกายด้วยเครื่องแบบสำนักเช่นกัน นางแต่งด้วยชุดสีม่วงอ่อนด้วยหน้าตาที่น่ารักของนางยิ่งทำให้นางดูอ่อนเยาว์เพิ่มไปอีก
“เจ้าพร้อมหรือยัง” เจียอี่ถามหญิงสาวตรงหน้า
“เออออคือว่า คนที่นี่เขาใช้อะไรในการซื้อขายหรือ” หญิงสาวถามเจียอี่เพราะนางไม่รู้จริงๆ ตั้งแต่มาที่โลกนี้ก็อยู่แต่ในสำนักไม่มีเรื่องให้ต้องใช้เงินสักครั้ง พอเห็นสีหน้าของเจียอี่ที่ทำหน้าสงสัยจึงได้รีบพูดดักไว้
“ข้าหมายถึงเงินน่ะ พอดีแต่ก่อนข้ามีคนคอยดูแลเรื่องพวกนี้ จึงไม่ค่อยรู้เรื่องสักเท่าไหร่” ซูเชี่ยวรีบพูดจากนั้นเดินไปหยิบถุงผ้าที่นางคาดว่าเป็นเงินมา 2 ถุงให้เจียอี่ดู เจียอี่รับมาและเปิดดูข้างใน ทั้ง 2 ถุงด้วยสีหน้าตกตะลึง เพราะเงินข้างในเยอะมาก
“พระเจ้า! นี่เจ้าจะเอาไปหมดนี่เลยเหรอ” เจียอี่ถามซูเชียวด้วยสีหน้าตกใจ ซูเชี่ยวไม่ตอบแต่ยังจ้องหน้าเจียอี่ด้วยความสงสัย
นี่นางหยิบออกมาจากกล่องในตู้เสื้อผ้าน้อยแล้วนะ ในนั้นยังมีอีก 20 กว่าถุงนางเห็นว่ามันมีเยอะเลยคิดว่ามันคงไม่มีค่ามากหรอก เพราะคนบ้าที่ไหนจะเอาเงินมาไว้กับตัวเยอะๆ แบบนี้แทนที่จะฝากธนาคารไว้ แต่นางไม่รู้เลยว่าเหตุที่เจ้าของร่างเก่าเอาเงินมาไว้ติดตัวเยอะถึงเพียงนี้เพราะว่า นานมากกว่าจะได้กลับบ้านและเจ้าของร่างเก่าเป็นคนที่ใช้เงินฟุ่มเฟือยขนาดไหน
เจียอี่ถอนหายใจจากนั้นเริ่มอธิบายให้ซูเชี่ยวฟัง
“เฮ้อ นี่คือเหรียญภู่ทอง 1 เหรียญภู่ทองมี 100 เหรียญภู่เงิน” เจียอี่อธิบาย และหยิบเงินเหรียญภู่เงินของตัวเองออกมาให้ซูเชี่ยวดู ซูเชี่ยวได้แต่ยกมือเกาที่ท้ายทอยและยิ้มออกมา
“เจ้าเอาไปแค่ 1 ถุงผ้าก็พอ ขื่นเจ้าเอาไปหมด 2 ถุงนี้เราจะซวยโดนโจรปล้นกันแน่” เจียอี่พูดออกมาเพื่อตักเตือน ถึงนางจะมีพลังขั้นสูง แต่ก็สามารถปกป้องได้แค่ตัวเอง ไม่สามารถช่วยหญิงสาวอีกคนได้แน่ ซูเชี่ยวที่ได้ยินดังนั้นก็นำอีกถุงไปเก็บให้เรียบร้อยนางยังไม่อยากที่จะจบชีวิตตอนนี้ จากนั้นพากันเดินออกมาที่หน้าประตูสำนัก
ซูเชี่ยวและเจียอี่แสดงป้ายที่หน้าประตูสำนักจากนั้นก็พากันเดินออกมา ทั้งสองคนเลือกที่จะเดินแทนการจ้างรถม้าด้วยความที่ตลาดอยู่ไม่ห่างจากสำนักมากนัก และซูเชี่ยวอยากที่จะเดินสำรวจวิถีชีวิตของคนที่นี่ ในโลกใบก่อนนางเลือกห้องพักที่ใกล้กับที่ทำงานเพื่อที่จะเดินไปทำงานได้ในตอนเช้าเป็นการออกกำลังกายรูปแบบหนึ่ง ส่วนเจียอี่นางมีพลังภายในอยู่แล้วแค่นี้ไม่อาจจะทำให้นางเหนื่อยได้ หญิงสาวทั้ง 2คนใช้เวลาเกือบ 2 เค่อก็ได้ยินเสียงดังเจี๊ยวจ๊าวมาจากด้านหน้า ทำให้ทั้ง 2 ยิ้มให้กันเพราะนั้นแสดงว่าพวกนางมาถึงจุดหมายแล้ว กว่าจะมาถึงได้ทำเอาซูเชี่ยวต้องปาดเหงื่อทีเดียว โลกก่อนนางเดินไหวแต่โลกใบนี้และในร่างกายที่อ่อนแอนี้ทำให้นางต้องหยุดพัก 1 ครั้งถึงเดินมาถึง ทั้ง 2 คนเดินเข้าไปข้างในตลาดตามทางเดิน ที่2ข้างทางเป็นร้านค้าชาวบ้านที่ต่างยืนเรียกลูกค้าอย่างครึกครื้น ซูเชี่ยวที่เห็นภาพตรงหน้าก็รู้สึกตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิด ตลาดที่นางเคยเห็นแค่ในหนังหรือซีรี่ส์ที่เคยดูบ้างบางคราวในวันหยุด วันนี้ได้เห็นของจริงทำให้นางมีความสุขเป็นอย่างมาก
“ระวังตัวด้วย” เขายื่นป้ายให้นางและกลับเข้ามานั่งที่โต๊ะเขียนหนังสือเหมือนตอนแรก
“ขอบคุณเจ้าสำนัก” ซูเชี่ยวรับป้ายมาและกล่าวขอบคุณเจ้าสำนักจากนั้นรีบเดินออกมา หลังซูเชี่ยวออกมาแล้วลี่หยางจับไปที่หน้าอกตัวเองที่หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ พลางคิดว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขากันแน่ตอนที่สบสายตานางเมื่อสักครู่
